2009/Jun/28

 

ข้าพเจ้าไปไหว้พระ 9 วัดที่ จังหวัดนนทบุรี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 รวมๆกันก็เกือบจะ 20 วัดได้ มีอีกหลายวัดที่น่าสนใจมาก ครั้งนี้ก็ไปที่ วัดเขมาภิรตาราม  วัดชลอ วัดเสาธงหิน วัดแก้วฟ้า วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดสังฆทาน  วัดปรางค์หลวง วัดอัมพวัน วัดราชศรัทธาธรรม  วัดชมภูเวก และวัดบางไผ่  

แต่ละวัดล้วนมีประวัติน่าติดตามแทบจะทุกวัดคะ นอกจากได้บุญยังได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์อีกด้วยนะคะ

หมายเหตุ

วัดทุกวัดจะมีอุโบสถหลังใหม่เกือบทุกวัด สิ่งที่น่าสนใจคืออุโบสถหลังเก่า หรือวิหารคะ

1.วัดเสาธงหิน  (วัดนี้หลวงพ่อโตศักดิ์สิทธิมากคะ*******)

 วัดเสาธงหินตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ เดิมชื่อ "วัดสัก" เพราะทั่วบริเวณมีต้นสักและต้นยางมาก ซึ่งตาม ประวัติของวัดได้บันทึกไว้ว่า ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ปี พ.ศ.2310 เสียกรุงครั้งสุดท้าย สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้มาตั้งทัพเพื่อ เตรียมผู้คนที่วัดสักแห่งนี้สำหรับไปกู้บ้านเมืองที่อยุธยา เนื่องจากเห็นว่าเป็นทำเลที่เหมาะสม จึงได้นำธงประจำกองทัพ ปักไว้ แล้วเอาหินทับกับ เสาธงไม่ให้ล้ม ให้ทหารมองเห็นธงที่จะยกไป ต่อมาพระองค์ได้โปรดฯ ให้สร้างพระพุทธรูปเนื้อชินเงิน 3 องค์ คือ พระประธาน 10องค์ พระสาวก 2 องค์ เมื่อเสร็จจากศึกสงครามแล้ว พระองค์พร้อมด้วยผู้รอดชีวิต จากสงครามได้กลับมาช่วยกัน บูรณะวัดสัก และเปลี่ยนชื่อวัดสักเป็น "วัดเสาธงหิน"

ภายในวัดเสาธงหินมีวิหารหลวงพ่อโต เป็นอาคารทรงโล่งธรรมดา แต่ภายในวิหารนั้นมีพระพุทธรูป สมัยอยุธยา ตอนปลาย ทำด้วย หินทรายแดง กับพระพุทธรูปโลหะทรงเครื่องสมัยอยุธยา ปัจจุบันพระพุทธรูปโลหะได้สุญหายไป 6 องค์ เหลือเพียง พระพุทธรูป หลวงพ่อโต ทำด้วยหินทรายแดง และพระพุทธรูปเนื้อชินเงิน 3 องค์ ซึ่งขณะนี้ ทางวัดได้นำไปไว้บน อุโบสถ หลังใหม่ พระพุทธรูป ที่สำคัญในวิหารวัดเสาธงหินขณะนี้ คือ หลวงพ่อโต ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบ้านเคารพนับถือกันมาก โดยชาวบ้านได้เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งน้ำเค็มได้ขึ้นถึงจังหวัดนนทบุรี แต่หน้าวัดเสาธงหินน้ำจืด ชาวบ้านจึงโจษขานกันไปทั่วและพากันตักไปดื่มกิน นอกเหนือจาก ความศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว หลวงพ่อโตยังได้รับความเคารพบูชาจากชาวบ้านมาบนบานอยู่เสมอ และมักจะประสบความสำเร็จ จึงพากันมาสักการะบูชากันเป็นประจำ

การเดินทางไปวัดเสาธงหินสามารถเลือกใช้ได้ 2 เส้นทาง คือ
ทางบก
โดยรถยนต์ส่วนตัว จากถนนวงแหวน ไทรน้อย- ตลิ่งชัน ทางเข้าศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดนนทบุรี มาตามถนนซอย ถึงวัดเสาธงหิน ราว 1 กิโลเมตรเศษ
ทางน้ำ
จากที่ว่าการอำเภอบางใหญ่ (เก่า) โดยเรือประจำทางถึงวัดเสาธงหิน ราว 1 กิโลเมตรเศษ

 

 

1-45.jpg picture by mimikub

วิหารประดิษฐานหลวงพ่อโต ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก..คะ

5-19.jpg picture by mimikub

หลวงพ่อโตคะ 

2-37.jpg picture by mimikub

เสาธงหิน 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

 

2.วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร (วัดนี้สวยงามและร่มรื่นมากคะ)

วัดเฉลิมพระเกียรติ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 86 หมู่  3  ถนนท่าน้ำนนท์ –วัดโบสถ์ดอนพรหม ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย นนทบุรี   ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.2390 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2390  อาณาเขตของวัดแบ่งออกเป็น 3 เขตคือ เขตพุทธาวาส  เขตสังฆาวาส และเขตนอกกำแพงใหญ่
 
ประวัติ

                                                                                                                                               
มูลเหตุแห่งการสร้างวัดเริ่มเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่3) เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในปี พ.ศ. 2367 นั้น พระองค์ทรงสถาปนาสมเด็จพระราชชนนีแห่งพระองค์ขึ้นเป็นกรมสมเด็จพระศรีสุลาไลยด้วย ต่อมาทรงพระราชดำริว่าบริเวณป้อมปราการ (ชื่อว่าป้อมทับทิม) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาใต้ตลาดขวัญ เมืองนนทบุรี เป็นนิวาสถานเดิมแห่งพระอัยกา(ตา) พระอัยกี(ยาย) ของพระองค์ และยังเป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระศรีสุลาไลยพระราชชนนีพันปีหลวง สมควรที่จะสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงสักแห่งหนึ่ง  เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่  พระอัยกา พระอัยกี และสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวงแห่งพระองค์ ด้วยเหตุนี้โปรดให้พระยาคลัง (ดิศ บุนนาค) ตำแหน่งที่สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กองสร้างวัดขึ้นในบริเวณนั้น และโปรดให้สร้างป้อมปราการ ก่ออิฐถือปูน มีใบเสมาเป็นทำนองเดียวกันกับพระบรมมหาราชวังรอบวัดไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า วัดเฉลิมพระเกียรติ  เมื่อปี พ.ศ. 2390 วัดเฉลิมพระเกียรติเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้นเป็นวัดสุดท้ายในรัชกาลก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2394 การสร้างวัดเฉลิมพระเกียรติน่าจะยังไม่แล้วเสร็จในรัชกาลของพระองค์ เพราะเมื่อพระองค์ใกล้จะเสด็จสรรรคต พระองค์ก็ยังตรัสถึงวัดต่างๆ ที่ยังสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ค้างไว้ว่า " ...ทุกวันนี้คิดสละห่วงใหญ่ให้หมด อาลัยอยู่แต่วัด สร้างไว้ใหญ่โตหลายวัด ที่ยังค้างอยู่ก็ดี ถ้าชำรุดทรุดโทรมไปจะไม่มีผู้ช่วยทนุบำรุง เงินในพระคลังที่เหลือจับจ่ายใช้ราชการแผ่นดิน มีอยู่ 40,000 ชั่ง ขอสัก 1,000 ชั่งเถิด ถ้าผู้ใดเป็นเจ้าแผ่นดินแล้วให้ช่วยบอกแก่เขาขอเงินรายนี้ให้ช่วยทนุบำรุงวัดที่ชำรุดและการวัดที่ยังค้างอยู่นั้น เสียให้แล้วด้วย..." เมื่อเป็นเช่นนี้ วัดเฉลิมพระเกียรติที่ยังสร้างค้างอยู่น่าจะเป็นวัดหนึ่งที่พระองค์ทรงห่วงใยด้วย ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่4) เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว พระองค์ก็ทรงรับเป็นพระราชภาระในการสร้างวัดเฉลิมพระเกียรติจนเสร็จเรียบร้อย โดยโปรดให้พระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุญนาค) เป็นแม่กองการบูรณะจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2401   วัดเฉลิมพระเกียรติได้รับการคัดเลือกเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของกรมการศาสนา ในปี พ.ศ.2531 เป็นวัดอุทยานการศึกษากรมการศาสนา ปี พ.ศ.2538
                                                                                                                                                                                              

จุดที่น่าสนใจ
 
1.องค์พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  หล่อด้วยทองแดงทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 6 ศอก สูงจรดพระเศียร 8 ศอก 1 คืบ 4 นิ้ว พระประทานองค์นี้มีตำนานเล่าว่า เมื่อรัชกาลที่ 3 โปรดให้ขุดแร่ทองแดงที่อำเภอจันทึกในแขวงนครราชสีมาได้แร่ถลุงเป็นเนื้อทองแดงลงมามาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะใช้ทองแดงนั้นให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแต่พระศาสนาก่อน จึงโปรด ให้หล่อพระพุทธรูป ซึ่งประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอาราม ซึ่งทรงสร้างใหม่ 2 พระอาราม คือ วัดราชนัดดา กับวัดเฉลิมพระเกียรติ 
          
2. พระอุโบสถวัดเฉลิมพระเกียรติ ตั้งอยู่ระหว่างศาลาการเปรียญและพระวิหารหลวง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ (รวมทั้งเจดีย์ทางด้านทิศตะวันตกด้วย)  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาคลังขึ้นไปเป็นแม่กองจัดการก่อสร้าง กำหนดฤกษ์ก่อสร้างพระอุโบสถในวันขึ้น 13 ค่ำเดือน 11 ตรงกับวันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2390 ปีมะแม เวลา 1 โมงเช้ากับ 4 บาท

อุโบสถหลังนี้มีความสวยงามมากสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยปนจีน กล่าวคือ หลังคามุงด้วยกระเบื้องรางดินเผาชนิดกาบกล้วยไม่เคลือบสี ถือปูนทับแนวทำเป็นลอนลูกฟูกแบบจีน หน้าบันทั้งทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีสดจากประเทศจีน ปั้นและประดับตกแต่งสีให้เป็นรูปใบและดอกพุดตาน (ดอกเบญจมาศ) โตโต เห็นได้ชัดเจนสวยงามมาก ส่วนกระจังฐานพระ ช่อฟ้า ลำยอง ใบระกาและหัวนาค ปั้นทำเป็นหินอ่อน พื้นรอบนอกปูด้วยกระเบื้องหน้าวัวดินเผา ผนังภายในพระอุโบสถเขียนตกแต่งรายสีชนิดดอกไม้ร่วง บานหน้าต่างและบานประตูเขียนลายทองลดน้ำซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างประดับลายปูนปั้นยกดอก เป็นดอกพุดตาน พื้นประดับกระจก ส่วนด้านในของบานประตูหน้าต่างเขียนรูปกอบัว ดอกบัว นก และสัตว์น้ำฐานพระอุโบสถเป็นฐานสิงห์ก่ออิฐถือปูน บันไดและขั้นบันไดปูด้วยศิลาทรายสีเขียว ชั้นทักษิณ  พระอุโบสถทำเป็นฐานปัทม์ก่ออิฐถือปูน ปูกระเบื้องซีเม็นต์ บันไดตรงพนักเชื่องกับเสาทำเป็นเสาประทีปแปดเหลี่ยมแทนเสาเม็ดมุมฐานทักษิณ และช่องกลางฐานทักษิณ ทำเป็นย่อเก็จก่อเป็นเรือนซุ้มเสมากับพนักทักษิณ บันไดชั้นทักษิณทำชั้นด้วยศิลาเขียวกับบันไดขึ้นอุโบสถ


3. พระวิหารหลวงวัดเฉลิมพระเกียรติ มักเรียกกันว่าวิหารพระศิลาขาว อยู่ทางด้านทิศใต้ของพระอุโบสถ มีกำแพงแก้วล้อมรอบต่อจากพระอุโบสถอีกชั้นหนึ่ง พระวิหารหลังนี้มีความกว้าง 14 เมตร ยาว 24 เมตร รวมเนื้อที่ทั้งหมด 360 ตารางเมตร วิหารพระศิลาขาวสร้างด้วยอิฐถือปูนเป็นสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับพระอุโบสถ
 
 

 

8-11.jpg picture by mimikub

 กำแพงวัด

1-51.jpg picture by mimikub 

วิหารหลวง

4-20.jpg picture by mimikub

 

14-4.jpg picture by mimikub

วิหารหลวง 

2-38.jpg picture by mimikub


4.พระเจดีย์วัดเฉลิมพระเกียรติเป็นแบบพระเจดีย์แบบลังกาองค์เจดีย์เป็นรูปทรงกลมมีฐานแปดเหลี่ยมสองชั้น ฐานกว้างทั้งหมด 30 เมตรสูงจากพื้นถึงยอดประมาณ 45 เมตร พระเจดีย์นี้อยู่ทางด้านหลัง (ทิศตะวันตก) ในเขตแนวกำแพงแก้วเดียวกันกับพระอุโบสถตามหลักฐานที่ปรากฎเข้าใจว่าพระเจดีย์องค์นี้สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฎในพระราชพงศวดาร รัชกาลที่ 4 ว่า "ครั้นสิ้นแผ่นดิน วัดนั้นยังค้าง อยู่บ้างเล็กน้อย จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี จ้างช่างไปเขียนผนัง พระอุโบสถ วิหารการเปรียญและเขียนเพดานประตูหน้าต่าง เขียนเป็นลายรถน้ำมีปราสาทตราแผ่นดินและเขียนเป็นดวงจันทร์เต็มบริบูรณ์ คือ พระชนกชนนีของสมเด็จพระศรีสุลาไลน์ท่านทรง พระนามว่า เพ็งองค์ 1 จันทร์องค์1 เบื้องต่ำเขียนเป็นเครื่องยศหญิงบาน 1ชายบาน 1 ตือ ท่านผู้ได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองนนทบุรี แล้วให้แก้ไขพระเจดีย์เสียใหม่ให้ต้องตามแบบอย่างกรุงเก่า แล้วถวยพระนามประทานว่า พระพุทธไตรรัตนโลกภินันทปฎิมาหรือพระพุทธมหาโลกาภินันทปฏิมา"

 

3-29.jpg picture by mimikub

ซุ้มหน้าต่างอุโบสถ

 

9-9.jpg picture by mimikub

 

7-13.jpg picture by mimikub

กูฏิสงฆ์เรือนไม้ทรงไทยสวยงามมาก

 

6-13.jpg picture by mimikub

 อุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก  อยู่ติดกับวัด กรมธนารักษ์สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติ ๕๐ ปี  ได้สร้างอย่างประณีตบรรจง ใช้เวลาในการก่อสร้างถึง ๕ ปี จึงแล้วเสร็จ ซึ่งจะประกอบด้วย อาคารที่เป็นจุดเด่นที่สุดของสวนคือ "วิมานสราญนวมินทร์" ริมน้ำมีอาคารพลับพลาโถง จตุรมุขรับเสด็จ มีเรือนไทย และการตกแต่งต้นไม้ ตลอดจนคูน้ำลำธารภายในสวนนี้งดงามอย่างยิ่ง

5-20.jpg picture by mimikub

 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*- 

 

3.วัดสังฆทาน

2jpg-1.jpg picture by mimikub

กราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุ  และพระธาตุเพื่อเป็นสิริมงคล และรับพระบรมสารีริกธาตุมาบูชาที่บ้าน

 

1-48.jpg picture by mimikub

เรือนรับรองพระอาคันตุกะ

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*- 

4.วัดชมภูเวก


ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บ้านบางกะสอ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง ฯ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๐  ครั้งชาวมอญ อพยพหนีพม่ามาอยู่ในบริเวณนี้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย  ได้พบซากโบราณสถานที่มีมาอยู่ก่อน  จึงได้ร่วมกันสร้าง พระมุเตา คือพระเจดีย์  ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปที่นำมาจากเมืองมอญ  เป็นที่สักการบูชาต่อมาจึงได้สร้างวัดชื่อ วัดชมภูเวก ซึ่งมีความหมายว่าขอสรรเสริญเนินสูงที่มีความวิเวก  ต่อมาได้กร่อนเป็นวัดชมพูเวก

 

8-12.jpg picture by mimikub

อุโบสถหลังเก่า

5-22.jpg picture by mimikub

พ ระอุโบสถหลังเก่า  ตั้งอยู่ด้านหลังพระมุเตา มีขนาดสามห้องไม่ยกพื้น  รูปทรงแบบมหาอุดใช้ผนังรับน้ำหนัก  ปลายผนังสอบเข้าเล็กน้อยไม่มีเสา  มีแต่เสารับชายคาพาไล  ด้านหน้ามีพาไล  หน้าบันปูนปั้นลายพันธุ์พฤกษาดอกพุดตาน ประดับกลางดอกด้วยเครื่องถ้วยลายคราม และเบญจรงค์  มีประตูเข้าด้านหน้าเพียงประตูเดียวอยู่ตรงกลาง มีหน้าต่างด้านละสามบาน  ซุ้มประตูหน้าต่างปูนปั้นลายพันธุ์พฤกษา ผนังด้านหลังทึบ  ฝาผนังด้านในทั้งสี่ด้าน  มีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสกุลนนทบุรี  เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาว  ตามแบบอยุธยาตอนกลาง 
ผนังด้านหน้าพระประธานเป็นภาพมารผจญ  มีรูปพระแม่ธรณีประทับนั่งบีบมวยผมอยู่ในซุ้มเรือนแก้วยอดแหลม 
ลวดลายอ่อนช้อยเหมือนลอยตัว  เป็นที่ยกย่องกันว่าเป็นภาพแม่พระธรณีที่งามที่สุดในประเทศไทย 
ผนังด้านหลังเป็นภาพอดีตพระพุทธเจ้าสองพระองค์ ประทับนั่งสมาธิผนังด้านข้างทั้งสองด้าน ตอนบนเป็นภาพอดีตพระพุทธเจ้าประทับบนแท่นบัลลังก์ มีสาวกเฝ้าอยู่สองข้าง ผนังระหว่างช่องประตูกับหน้าต่างเป็นภาพทศชาติ พระประธาน เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น

 

7-14.jpg picture by mimikub

ซุ้มหน้าต่างปูนปั้น ลายพันธุ์พฤกษา

 6-14.jpg picture by mimikub

 

2-41.jpg picture by mimikub

 

4-22.jpg picture by mimikub